
กระบวนการคัดเลือกตัวบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)ทั้ง 250 คนผ่านพ้นไปแล้ว
ที่จะตามมาก็คือขั้นตอนการทำงานเพื่อการปฏิรูปสังคมไทยในด้านต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
อันมีคนจำนวนไม่น้อยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า หากคสช.ต้องการให้การปฏิรูปประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจจริง
สิ่งหนึ่งที่ควรดำเนินการก็คือการเปิดกว้างให้บุคคล กลุ่ม และองค์กรอื่นๆ นอกเหนือไปจากสปช. สามารถนำเสนอข้อมูลและแนวคิดเข้ามาประกอบเพิ่มเติม
เพื่อให้กระบวนการของการมีส่วนร่วมของการปฏิรูปเป็นไปอย่างกว้างขวาง และฐานข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์
กว่าการดำเนินการด้วยกลุ่มเดียวหรือฝ่ายเดียว
ตรงข้ามกับแนวคิดของรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงที่ระบุว่า กฎอัยการศึกจะยกเลิกก็ต่อเมื่อกระบวนการปฏิรูปเสร็จสิ้น
คสช.กลับยิ่งจะต้องพิจารณากันอย่างจริงจัง ว่ายังมีความจำเป็นอะไรที่จะคงกฎอัยการศึกที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศเอาไว้
เพราะนอกจากจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวแล้ว อำนาจของกฎอัยการศึกยังทำให้เกิดความหวาดระแวงต่อกัน ระหว่างผู้มีอำนาจฝ่ายหนึ่งและผู้ต้องการแสดงออกถึงข้อมูลความเห็นที่แตก ต่างออกไปอีกฝ่ายหนึ่ง
ตราบใดที่ความหวาดระแวงนี้ยังดำรงอยู่ การปฏิรูปจะไม่เกิดขึ้นจริง
ข้อมูลความเชื่อ ความเห็นที่แตกต่างหลากหลายมิได้เป็นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ยังเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกสังคมไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในโลก
ฉะนั้น กระบวนการอะไรก็ตามที่ขัดแย้งกับธรรมชาติและความเป็นจริง ย่อมไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จตามความมุ่งหมายได้ กลับจะยิ่งส่งผลในทางตรงข้าม อันได้แก่ความไม่ร่วมมือหรือความต่อต้านด้วยซ้ำไป
และหากไม่ สามารถแยกแยะการแสดงออกโดยสุจริตใจ โดยตีความว่าทุกอย่างเป็น "ภัยคุกคาม" แล้ว ก็ไม่มีทางที่จะแสวงหาข้อมูลครบถ้วนรอบด้านสำหรับประกอบการปฏิรูปได้
เพราะการปฏิรูปเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยการสั่งให้สมาชิกในสังคม "ก้มหัว" รับฟังเพียงอย่างเดียว
ที่มา: khaosod
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น