.jpg)
จะแปลกมั้ย? ถ้าฉันจะบอกว่า “ฉันชอบเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ แต่ฉันเกลียดการเดินทาง!” โดยเฉพาะการเดินทางแสนยาวนาน ไม่ว่าจะนั่งรถ นั่งเรือ นั่งเครื่องบิน ในวัยขนาดฉัน ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ใจมันให้แต่สังขารมันพาลจะเป็นอุปสรรคร่ำไป และไม่ว่าฉันจะเกลียดมันแค่ไหน ฉันก็ต้องผ่านมันไปให้ได้อยู่ดีเพราะความเคยชินที่เรียบง่ายหรือความเรียบง่ายที่เคยชิน นานเข้ามันอาจกลายเป็นความน่าเบื่อ! เราจึงต้องก้าวออกไปพบเจอกับสิ่งแปลกใหม่เป็นครั้งคราว เพื่อเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับตัวเอง
การท่องโลกกว้างเหมือนการว่ายน้ำออกจากฝั่ง เพื่อค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในขณะเดียวกันเราก็ได้ดำดิ่งลึกลงไปในใจของตัวเอง ที่สุดแล้ว “มนุษย์เรียนรู้ตัวเองผ่านการมองโลกกว้าง” ใช่มั้ย?
การเดินทางแต่ละครั้งสร้างความน่าประทับใจและความเอือมระอาที่แปลกใหม่ให้กับเรา ทำให้เราได้กลับมาตระหนักและสำนึกถึง “คุณค่าในสิ่งที่เรามีอยู่” ว่ามันมีค่ามากกว่าที่เราคิด!! บ้านหรือที่อยู่อาศัยเดิมๆ ที่เรามีอยู่ ทั้งเพื่อนที่ทำงานและเจ้านายที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย พ่อแม่ที่มองเราเป็นเด็กอยู่ร่ำไป ไข่เจียวไข่ดาวและมาม่าที่ช่วยให้เราผ่านพ้นช่วงรัดเข็มขัดไปได้ ร้านอาหารใกล้บ้าน ใกล้ที่ทำงานที่เรากินด้วยความจำใจในบางครั้ง หรือแม้แต่น้ำเปล่าที่เราเมินหน้าใส่ทุกครั้งที่มีทางเลือกที่ดีกว่า … สิ่งเหล่านี้คือ ความเป็นเรา … เป็นคุณค่าที่คู่ควรเสียยิ่งกว่าโฆษณา!! เราจะได้รู้ซึ้งถึงคุณค่าที่เราไม่เคยเห็นค่าเมื่อเราย่ำเท้าเข้าไปในต่างแด? และไม่ว่ากี่ครั้งที่ฉันกลับมาจากเมืองนอก ฉันยังคงกลับมาย้ำและยืนยันความคิดเดิมที่ว่า …
“เมืองไทยน่าอยู่ที่สุด ฉันจะอยู่ที่นี่ … ตายที่นี่ และเป็นข้ารองบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดไป”
ที่เขียนไปอย่างนั้นไม่ใช่เพราะฉันเป็น “นักฝันที่กลัวการเปลี่ยนแปลง” บางครั้งการเปลี่ยนแปลงมันก็ท้าทาย “สัญชาตญาณการเอาตัวรอด” ของมนุษย์ ฉันรู้ว่าการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ต้องมีต้องเป็น ในช่วงเวลาหนึ่งเมื่อมันมาถึง “แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่สิ่งที่เรามีอยู่ดีอยู่แล้ว เราจะเปลี่ยนมันทำไม?” (แนวคิดนี้ในหลวงท่านสอนไว้) อะไรดีอยู่แล้วก็ดำรงรักษามันไว้ให้มันอยู่นานๆ อะไรที่มันไม่ดีค่อยไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมัน โดยเอา “ประโยชน์ส่วนรวม” เป็นที่ตั้ง เพื่อประชาชนและประเทศชาติ …
การเดินทางเป็นไม้เบื่อไม้เมากับฉันมาแต่ไหนแต่ไร อาชีพบ้าอะไรก็ไม่รู้ ทำงานไม่เป็นที่เป็นทาง เปลี่ยนที่ทำงานและนายจ้างมันร่ำไป จะเดินทางไปไหนฉันเองก็ไม่ได้เป็นคนกำหนด … โน่น … คนจ่ายเงินกับคนจัดงานเขาเลือกของเขามา ว่าไปก็คล้ายกับ “อาชีพรับจ้างทำนา” ใครจ้างก็ไปทำไม่มีอิดออด ขออย่างเดียวจ่ายตังค์ให้ครบอย่าตุกติก หน้างานจะขอให้เพิ่มลดอะไรทำให้หมด ถึงอย่างไรสุดท้ายฉันก็ต้องเป็นฝ่ายยอมอยู่ดีเพื่อให้เรื่องมันจบ แต่ความเวิ่นเว้อมันอยู่ตรงเดินทางนี่แหละคุณ ไปไหนก็ไม่รู้ เขาบอกให้ไปก็ต้องไป อย่าไปวางแผนอะไรเพราะมันไม่เคยได้ดั่งใจสักครั้ง แม้แต่ครั้งนี้ที่เดินทางไปโดยเครื่องบินชั้นประหยัด 12 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ สู่เบลเยียม แล้วค่อยต่อรถไฟไปอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ แค่เดินทางก็หมดไปวันกว่าแล้ว ครั้งนี้ไม่มีใครบังคับฉันขอตามเจ้านายท่านหนึ่งไปดูงานรายการต่างประเทศ นานๆ ทีคนโง่อย่างฉันจะได้ทำอะไรเป็นสาระบ้าง คุณสีเกด (ผู้จัดการ) จัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินให้เรียบร้อย นางเข้าใจผิดเรื่องเวลาคิดว่าบิน 7 ชั่วโมง (ตกเลขตอนเรียนม.ปลายแหงๆ) เลยซื้อตั๋วชั้นประหยัดให้ฉัน เพิ่งมารู้ความจริงก็ตอนอยู่บนเครื่องแล้ว อือ ตามยถากรรมละกัน! … ที่หนักกว่านั้นคือ บินตรงกับวันที่มีอัดเทปรายการ VVIP ของโพลีพลัส เขานัด 9 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม อัดเสร็จ 2 เทปก็ตาลีตาเหลือกไปสนามบิน ฝนตกรถติด ไม่ต้องอาบน้ำอาบท่ากันล่ะค่า โชคดีที่เที่ยวบินนี้ว่างเป็นสิบที่นั่ง ฉันเลยมีโอกาสเลือก 3 ที่นั่งติดกัน เอาไว้นอน! แต่ … มันไม่สบายอย่างที่คิด! อยากสบายจริงๆ ก็ต้องยอมจ่ายแพงกว่าไปนั่งชั้นธุรกิจ หรือ ชั้นเฟิร์สคลาสไปเลย ถึงตรงนี้แล้วฉันมีทางเลือกเดียวคือ … ยอมรับสภาพซะ! พลิกตัวไปมานอนหดขาเพราะกลัวเท้ายื่นออกไปเกะกะทางเดินตรงกลาง นั่นเป็นเวลาที่ฉันคิดถึงที่นอนโง่ๆ ที่ฉันนอนอยู่ทุกวัน ยังไม่ไปถึงไหนก็คิดถึงบ้านซะแล้ว! อยากให้ที่นั่งยาวกว่านี้สัก 10 ซ.ม. อยากได้หมอนข้างนุ่มๆ สักใบไว้กอด ไม่ให้ข้าวกินบนเครื่องก็ยังทนไหวแลกกับที่นอน พนักงานต้อนรับบนเครื่องเอาอาหารมาเสิร์ฟ ข้าวกับกระเพราหมูสับ ฉันว่าถ้าเขาจ้างแม่ค้าอาหารตามสั่งมาทำรสชาติมันคงเป็นกระเพรามากกว่านี้ หรือไม่ก็ขอข้าวกระเพราซีพีคงจะเริ่ดกว่านี้ อาจเป็นเพราะออกซิเจนบนเครื่องมันน้อยหรือความกดอากาศสูงทำให้ต่อมรับรสที่ลิ้นมันไม่ทำงาน งั้นก็ไม่ต้องบ่น แค่ไม่ต้องกินแล้วนอนซะ! ตื่นอีกทีก็ตอนเช้า พนักงานต้อนรับเอาอาหารเช้ามาเสิร์ฟนั่นแหละ … ฉันชิมอาหาร 2 - 3 คำแล้วหยุด ฉันควรจะเอาปากกระแทกพนักเก้าอี้จะได้มีรสชาติกว่านี้ ลุกไปแปรงฟันล้างหน้าในห้องน้ำ นอนบนเครื่อง ล้างหน้าแปรงฟันบนเครื่อง มันทำให้ฉันนึกถึงคนที่ไม่มีบ้านอยู่ คนเร่ร่อนตามท้องถนนหรือคนยากจนที่มีชีวิตลำบากลำบนอยู่ทุกวัน จากนี้ไปฉันคงต้องแบ่งปันและเผื่อแผ่คนเหล่านั้นให้มากกว่านี้ คนเราถ้าไม่ลำบากก็ไม่รู้จักเห็นอกเห็นใจคนที่อยู่ต่ำกว่าเพราะความสบายที่เลือกได้จากฐานะทางการเงิน บางทีมันทำให้เราคิดถึงแต่ตัวเองมากกว่าคนอื่น ถ้าฉันนั่งชั้นธุรกิจ ฉันคงไม่สำนึกได้ขนาดนี้!
เครื่องลงที่ประเทศเบลเยี่ยม ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ฝรั่งมองหน้าพวกเรามี 4 คน (ไม่รวมนายใหญ่ที่มากันคนละเที่ยวบิน) ถามอะไรวุ่นวายมากมาย ขอดูเอกสารก็แล้ว ใบรับรองต่างๆ ก็เอาให้ดูท่าทางนางก็ยังไม่พอใจ ถอนหายใจทิ้งขว้างไปหลายหน หน้านิ่วคิ้วขมวด จนหนึ่งในพวกเราบ่นขึ้นมาต่อหน้าว่า
“หน้าตากรูเหมือนช็อคการีแก่รึไง?” (นางใช้คำสามัญกว่านั้น!) ในที่สุดนางก็ให้ผ่านไปแต่ทำหน้าแบบเสียไม่ได้! เอิ่ม … กรูแค่ขอผ่านประเทศเมิง กรูไม่ได้มาค้างมาอยู่สักหน่อย จะอะไรนักหนา อย่าให้รู้ว่าเมิงมาเที่ยวเมืองไทยแถวพัฒนพงษ์บ้างละกัน! … พวกเรามีเวลาจาก 9 โมงเช้าถึงบ่าย 3 เดินชมกรุงบรัสเซลส์แบบชิวๆ ก็เลยเอาของไปฝากไว้ที่ตู้ล็อคเกอร์แบบหยอดเหรียญในสถานีรถไฟ ต้องวุ่นวายแลกเหรียญ 50 เซ็นต์กันจนเมื่อยตุ้ม เพราะต้องหยอดตามจำนวนเป๊ะๆ ประตูถึงจะล็อก (เครื่องนี่มันโง่หรือมันฉลาดกันแน่ฟะ? ทำไมไม่ทำระบบทอนเงินก็ไม่รู้) ฝากเสร็จเดินเล่นดูเมืองกันตัวเปล่า นั่งรถไฟไปลงตรงย่านที่เป็นศูนย์กลาง จำไม่ได้ว่าอะไร ตามเขาไปเรื่อยๆ บ้านเมืองเขาสวยงามเหมือนในรูปภาพของฝรั่ง อากาศก็เย็นสบาย ฉันเดินมั่วๆ ชิมขนมร้านโน้นร้านนี้ร้านละอย่างสองอย่าง ขนมประเภทเมอแรงค์ (ทำจากไข่ขาว) คลุกช็อกโกแลตอร่อยล้ำ ราคาไม่แพง … เริ่มหิวก็เดินเข้าร้านขายผลิตภัณฑ์หมูแฮม ไส้กรอก เขามีทำแซนด์วิชตามสั่ง ฉันก็ชี้โน่นโปะนี่ ได้ออกมาเป็นขนมปังฝรั่งเศสทาเนยใส่ไส้โบโลน่าแผ่นบางๆ กับแฮมสไลด์บาง คุณภาพและรสชาติเริ่ดมากกินกับแตงกวาดองแก้เลี่ยน … สักพักเริ่มเมื่อยหาที่นั่งจิบกาแฟกินครัวซองต์ทาแยมก็ไม่เลว แต่ราคาก็ไม่เบาเช่นกัน ถึงเวลาก็ขึ้นรถไฟกลับไปที่สถานีหลักเพื่อไปเอากระเป๋าแล้วต่อรถไฟเพื่อไปอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ระหว่างนี้ก็งงกับเวลาและสถานีที่จะขึ้น ถามใครก็ไม่มีใครอยากช่วย แต่ละคนทำหน้าเย็นชา ตอบแต่เพียงว่า “ฉันไม่รู้!” เอาเป็นว่าต้องช่วยเหลือตัวเองสุดความสามารถ นี่ฉันก็คิดถึงเมืองไทยขึ้นมาอีกแล้ว! คนไทยส่วนใหญ่ใจดี อัธยาศัยดี ถ้ามีคนต่างชาติมาถามทางเราจะเต็มใจช่วยเหลือเต็มที่ … กลับเมืองไทยเดี๋ยวนี้จะทันมั้ย? ... ในที่สุดเราก็หารถไฟขึ้นได้ถูกที่ถูกทาง แต่ไม่ถูกคน! ก่อนมาเราจองตั๋วและจ่ายเงินเรียบร้อยได้ 4 ที่นั่ง โบกี้ที่ 18 พอมองไปเห็นคนนั่งกัน 3 คน ผู้หญิงสูงวัยใกล้ 70 กับผู้หญิง 40 กว่า 1 คน และผู้ชาย 40 กว่าอีก 1 คน (ท่าทางเป็นแม่, ลูกสาวและลูกเขย) … ผู้หญิงวัย 40 กว่านั่งไขว่ห้างสูบบุหรี่ไฟฟ้าแล้วใช้หางตามองพวกเราเหมือนพวกเรามาจากหลังเขา พอเอาตั๋วยืนยันที่นั่งให้นางดู นางยื่นตั๋วของนางให้ดู นางบอกว่าที่ของนางๆ นั่งถูกแล้ว (ตั๋วของนางอยู่โบกี้ 19 … ยังจะมาเถียง เอ๊ะอีนี่!) เดี๋ยวอีก 15 นาทีหรืออาจจะนานกว่านั้นนางจะลงสถานีถัดไป ให้พวกเราไปหาที่อื่นนั่งไปก่อน … เราคนไทยใจดี รอก็ได้แค่อีก 15 นาที พวกนางก็จะลงแล้ว พวกเราเลยถอยไปยืนรอที่ห้องเก็บสัมภาระจนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงก็ปรึกษากันว่า … มันไม่ถูกแล้วล่ะค่าคุณตำรวจ! ขณะที่พวกเรายืนเห่าใบตองแห้ง หนึ่งในพวกเราก็เดินออกไปตามหาพนักงานตรวจตั๋วตามโบกี้ต่างๆ กว่าจะมาก็อิดออดอยู่นาน ขี้เกียจมาจัดการ ยังจะมาย้อนอีกว่าทำไมไม่บอกเขาไปว่าเป็นที่ของเรา แม! … อยากพูดภาษาไทยให้มันเข้าใจว่า … กรูบอกมันจนปากจะฉีกถึง … แล้วล่ะค่า!
โปรดติดตามตอนต่อไป
ที่มา: komchadluek
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น